วันอังคารที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ความสำคัญของเอกสารที่เกี่ยวข้อง

เอกสารคำสอนวิชา ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการวิจัย

โดย ผศ. ดร. จักรกฤษณ์ สำราญใจ

การทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง

วรรณกรรมหรือเอกสารที่เกี่ยวข้อง  (related literature) หมายถึง  เอกสารงานเขียนที่มีเนื้อหาสาระเกี่ยวข้องกับหัวข้อปัญหาที่ผู้วิจัยสนใจ  วรรณกรรมที่เกี่ยวข้องอาจมีหลายลักษณะ เช่น เป็นตำรา สารานุกรม  พจนานุกรม นามานุกรม ดัชนี รายงานสถิติ หนังสือรายปี บทความในวารสาร จุลสาร  ที่สำคัญก็คือรายงานผลการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับปัญหานั้น  ผู้วิจัยจะต้องทำการสำรวจอ่านทบทวนอย่างพินิจพิเคราะห์  ทักษะที่สำคัญของการทำวิจัยในขั้นตอนนี้คือ ทักษะในการสืบค้นหาสารนิเทศจากแหล่งต่าง ๆ และทักษะในการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ

ความสำคัญของการทบทวนเอกสารที่เกี่ยวข้อง

1.     ช่วยให้ผู้วิจัยได้ทราบถึงสถาพขององค์ความรู้ (state of the art) ในเรื่องที่จะทำการวิจัย  คือจะได้ทราบว่าในหัวข้อเรื่องที่ผู้วิจัยสนใจหรือมีข้อสงสัยใคร่หาคำตอบนั้น ได้มีผู้ศึกษาหาคำตอบได้เป็นความรู้ไว้แล้วในแง่มุมหรือประเด็นใดแล้วบ้าง  การจะศึกษาวิจัยเพื่อหาคำตอบในเรื่องนั้นต่อไปควรจะได้ทราบเสียก่อนว่าเรารู้อะไรกันแล้วบ้างเกี่ยวกับเรื่องนั้น ความรู้เหล่านั้นมีความชัดเจนเพียงใด  ยังมีข้อความรู้ที่ขัดแย้งไม่ลงรอยกันบ้างหรือไม่  ประเด็นใดที่ยังไม่มีคำตอบบ้าง  การทราบถึงสถานภาพขององค์ความรู้ในเรื่องที่จะทำวิจัยจะช่วยให้ผู้วิจัยมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ความรู้ใหม่ที่จะได้จากการวิจัยของตนเองนั้นจะมีความสัมพันธ์อย่างไรกับองค์ความรู้ที่มีอยู่แล้วในเรื่องนั้น จะเป็นความรู้ใหม่ที่มีคุณค่าหรือความสำคัญเพียงใด และจะเข้าไปจัดระเบียบอยู่ในองค์ความรู้ในเรื่องนั้นๆ อย่างผสมกลมกลืนได้อย่างไร
2.     ช่วยให้ผู้วิจัยสามารถหลีกเลี่ยงการทำวิจัยซ้ำซ้อนกับผู้อื่น  การวิจัยเป็นเรื่องของการแสวงหาความรู้ใหม่  นักวิจัยไม่นิยมแสงหาความรู้เพื่อที่จะตอบปัญหาเดิมโดยไม่จำเป็น เพราะจะเป็นการเสียเวลา สิ้นเปลืองทรัพยากรโดยใช่เหตุ  สิ่งใดที่รู้แล้วมีผู้หาคำตอบไว้แล้ว นักวิจัยจะไม่ทำวิจัยเพื่อหาคำตอบในเรื่องนั้นซ้ำอีก  ดังนั้นนักวิจัยจึงพยายามหลีกเลี่ยงการทำวิจัยซ้ำกับที่ผู้อื่นได้ทำไว้แล้วซึ่งถือเป็นจรรยาบรรณอย่างหนึ่งของนักวิจัย และทำให้การวิจัยนั้นด้อยคุณค่าลง การทบทวนเอกสารวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องอย่างกว้างถี่ถ้วนและรอบคอบจะทำให้นักวิจัยได้ทราบว่าประเด็นที่ตนเองสนใจจะทำวิจัยนั้นได้มีผู้หาคำตอบไว้แล้วหรือยัง  ถ้ามีแล้วก็จะได้เลี่ยงไปศึกษาในประเด็นอื่น ๆ ที่ยังไม่ได้มีผู้ศึกษาเอาไว้ต่อไป
3.     ช่วยให้ผู้วิจัยได้มีแนวคิดพื้นฐานเชิงทฤษฎีในเรื่องที่จะทำการวิจัยอย่างเพียงพอ การจะทำวิจัยในเรื่องใดนั้นผู้วิจัยจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้นอยู่พอสมควร โดยเฉพาะกรอบแนวคิดเชิงทฤษฎี (Theritical หรือConceptual framwork) เกี่ยวกับเรื่องนั้นจะต้องชัดเจน  สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ผู้วิจัยกำหนดประเด็นปัญหาในการวิจัยได้อย่างชัดเจน  สามารถกำหนดแนวทางในการศึกษาได้อย่างเหมาะสม เข้าใจเนื้อหาสาระของเรื่องที่วิจัยได้อย่างแจ่มแจ้ง
4.     ช่วยให้ผู้วิจัยได้เห็นแนวทางในการดำเนินงานวิจัยของตน  จากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องไม่เพียงแต่ทำให้นักวิจัยได้ทราบว่าเรื่องที่สนใจนั้นได้มีผู้วิจัยอื่นได้ค้นคว้าหาคำตอบไว้อย่างไรแล้วเท่านั้น ยังจะได้ทราบด้วยว่านักวิจัยคนอื่น ๆ เหล่านั้นได้มีวิธีการหาคำตอบเอาไว้อย่างไร  มีปัญหาอุปสรรคอย่างไรในการทำวิจัยในเรื่องนั้น  คำตอบที่ได้มามีความชัดเจนแจ่มแจ้งเพียงใด  คำตอบสอดคล้องหรือขัดแยังกันหรือไม่  เอกสารเชิงทฤษฎีต่าง ๆ ได้ชี้แนะแนวทางในการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนั้นอย่างไร  สารสนเทศเหล่านี้นักวิจัยจะนำมาใช้ตัดสินใจกำหนดแนวทางในการวิจัยของตนเริ่มตั้งแต่ การกำหนดประเด็นปัญหาที่เหมาะสม การกำหนดขอบเขตและข้อสันนิษฐานการวิจัยอย่างสมเหตุสมผล ออกแบบวิจัยเพื่อดำเนินการหาคำตอบซึ่งจะเกี่ยวกับการเลือกระเบียบวิธีวิจัย การเลือกตัวอย่าง การสร้างเครื่องมือรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์หรือประมวลผลข้อมูล ตลอดจนการสรุปและรายงานผลการวิจัย   นักวิจัยจะวางแผนการวิจัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถหลีกเลี่ยงปัญหาอุปสรรคที่จะทำให้งานวิจัยนั้นล้มเหลวได้  ช่วยให้โอกาสที่จะทำงานมีวิจัยนั้นให้สำเร็จอย่างมีคุณภาพมีสูงขึ้น
5.     ช่วยให้ผู้วิจัยได้มีหลักฐานอ้างอิงเพื่อสนับสนุนในการอภิปรายผลการวิจัย  เมื่อผู้วิจัยได้ดำเนินการวิจัยจนได้ข้อสรุปหรือคำตอบให้กับปัญหาแล้ว  ในการรายงานผลการวิจัยผู้วิจัยจะต้องแสดงความคิดเห็นเขิงวิพากษ์วิจารณ์ผลการวิจัย  การทบทวนเอกสารที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบถี่ถ้วนจะช่วยให้ผู้วิจัยมีข้อมูลอ้างอิงประกอบการแสดงความเห็นได้อย่างสมเหตุสมผลและมีความหนักแน่นน่าเชื่อถือ
6.     ช่วยสร้างคุณภาพและมาตรฐานเชิงวิชาการให้แก่งานวิจัยนั้น  การทบทวนเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยนั้นจะต้องประมวลมาเป็นรายงานสรุปใส่ไว้ในรายงานการวิจัย หรือเค้าโครงร่างของการวิจัย(Research proposal)ด้วย  การไปทบทวนเอกสารที่เกี่ยวข้องมาอย่างกว้างขวางครอบคลุมในเรื่องที่ศึกษาและนำมาเรียบเรียงเอาไว้อย่างดี จะทำให้รายงานหรือโครงร่างการวิจัยนั้นมีคุณภาพและได้มาตรฐาน  เป็นการแสดงถึงศักยภาพของนักวิจัยได้ทางหนึ่งว่ามีความสามารถเพียงพอที่จะทำวิจัยในเรื่องนั้นได้อย่างน่าเชื่อถือ  ในการพิจารณาโครงร่างการวิจัยส่วนหนึ่งที่กรรมการมักจะพิจารณาเป็นพิเศษก็คือ รายงานการประมวลเอกสารที่เกี่ยวข้องนี่เอง

จุดมุ่งหมายของการทบทวนเอกสารที่เกี่ยวข้อง

โดยทั่วไปนักวิจัยจะทำการทบทวนเอกสารที่เกี่ยวข้อเพื่อจุดมุ่งหมายประการใดประการหนึ่งหรือหลายประการดังนี้
1. เพื่อแสวงหาแนวคิดพื้นฐานเชิงทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่จะทำวิจัย
2. เพื่อสำรวจสถานภาพขององค์ความรู้ในเรื่องที่จะทำวิจัย
3. เพื่อแสวงหาสารสนเทศที่จะช่วยตัดสินใจกำหนดแนวทางการวิจัย
4. เพื่อแสวงหาหลักฐานอ้างอิงมาสนับสนุนความคิดเห็นในการอภิปรายผลการวิจัย




ขั้นตอนในการทบทวนเอกสารที่เกี่ยวข้อง
1.   กำหนดจุดมุ่งหมายของการทบทวนเอกสารให้ชัดเจน  การกำหนดจุดมุ่งหมายให้ชัดเจนจะช่วยให้ทราบว่าเอกสารใดบ้างควรเป็นเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่จะทำวิจัย มีแนวทางในการการคัดเลือกเอกสาร และการจับประเด็นจากเอกสารต่าง ๆ ทำได้ง่ายและชัดเจนขึ้น
2.   สำรวจเอกสารที่เกี่ยวข้อง นักวิจัยจะต้องสำรวจว่าการจะทบทวนเอกสารเพื่อจุดมุ่งหมายแต่ละอย่างนั้น ควรจะมีเอกสารอะไรบ้างที่จะต้องนำมาทบทวน  การสำรวจอาจจะเริ่มจากเอกสารรอง ซึ่งเป็นเอกสารที่ทำขึ้นโดยใช้สารสนเทศจากเอกสารหลัก
3.   สืบค้นหาเอกสารที่เกี่ยวข้อง  นักวิจัยต้องทราบว่าเอกสารที่ต้องการนั้นอยู่ที่ไหน จะหามาได้อย่างไรนักวิจัยจะต้องรู้จักแหล่งเอกสารประเภทต่างๆ เช่น ห้องสมุด ศูนย์สารนิเทศ ศูนย์เอกสารสนเทศ หอจดหมายเหตุ ฯลฯ เป็นต้น และที่สำคัญคือจะต้องมีทักษะในการสืบค้น (Searching skill) หาเอกสารเหล่านั้นด้วย  นั่นคือจะต้องมีความรู้ว่าเอกสารเหล่านั้นจัดเก็บไว้อย่างไร จะเข้าถึงเอกสารนั้นได้อย่างไร  ปัจจุบันเทคโนโลยีในการจัดเก็บเอกสารได้พัฒนาก้าวหน้าไปมาก มีการนำเอาคอมพิวเตอร์มาช่วยจัดเก็บเอกสารไว้ในสื่อรูปแบบต่างๆ ที่จะช่วยให้การสืบค้นเป็นไปอย่างสะดวกรวดเร็วและกว้างขวาง  นักวิจัยจำเป็นต้องเรียนรู้วิธีการสืบค้นเอกสารจากสื่อเหล่านี้ และติดตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางด้านนี้อย่างต่อเนื่องเพราะมีการพัฒนาไปค่อนข้างจะรวดเร็ว  จึงจะทำให้การสืบค้นเอกสารเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
4.   คัดเลือกเอกสาร  เอกสารที่ได้จากการสืบค้นในข้อ 3 นั้นไม่ใช่ว่าจะใช้ได้ทั้งหมด นักวิจัยจะทำการคัดเลือกเอาเฉพาะเอกสารที่มีความเกี่ยวข้องจริงๆ ตามจุดมุ่งหมาย  อังนั้นเมื่อได้เอกสารมานักวิจัยจะต้องอ่านอย่างคร่าวๆ (Scanning) ก่อนว่าเอกสารนั้นมีเนื้อหาสาระเกี่ยวข้องกับเรื่องที่จะวิจัยอย่างแท้จริงหรือไม่  และจะคัดเลือกไว้เฉพาะเอกสารที่มีความเกี่ยวข้องอย่างแท้จริงเท่านั้นเพื่อทบทวนอย่างลึกซึ้งต่อไป
5.   ลงมืออ่านเอกสารอย่างละเอียดจับประเด็นสำคัญให้ได้ตามจุดมุ่งหมาย  ถ้าเป็นเอกสารงานวิจัยประเด็นสำคัญที่ต้องการมักจะได้แก่ ปัญหาหรือคำถามหรือวัตถุประสงค์ของการวิจัย  ขอบเขตของการวิจัย  ข้อสันนิษฐาน วิธีดำเนินการวิจัย  สรุปผลการวิจัย เป็นต้น  
6.   จดบันทึกสาระที่ได้จากการอ่าน  ควรจดบันทึกลงในบัตร ขนาดของบัตรที่นิยมใช้บันทึกมักจะมีขนาดประมาณ 3 x นิ้ว  ควรบันทึกประเด็นที่ได้จากการอ่านลงในบัตรประเด็นละใบ  และไม่ควรลืมบันทึกข้อมูลบรรณานุกรมของเอกสารด้วย เพื่อจะใช้ประโยชน์ในการอ้างอิงถึงเมื่อจะต้องเรียบเรียงผลการประมวลเอกสารที่เกี่ยวข้อง
7.   สังเคราะห์สาระที่ได้จากอ่านเข้าด้วยกัน
8.   เรียบเรียงผลการประมวลเอกสารที่เกี่ยวข้อง

ความสำคัญของเอกสารที่เกี่ยวข้อง

เอกสารคำสอนวิชา ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการวิจัย

โดย ผศ. ดร. จักรกฤษณ์ สำราญใจ

การทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง

วรรณกรรมหรือเอกสารที่เกี่ยวข้อง  (related literature) หมายถึง  เอกสารงานเขียนที่มีเนื้อหาสาระเกี่ยวข้องกับหัวข้อปัญหาที่ผู้วิจัยสนใจ  วรรณกรรมที่เกี่ยวข้องอาจมีหลายลักษณะ เช่น เป็นตำรา สารานุกรม  พจนานุกรม นามานุกรม ดัชนี รายงานสถิติ หนังสือรายปี บทความในวารสาร จุลสาร  ที่สำคัญก็คือรายงานผลการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับปัญหานั้น  ผู้วิจัยจะต้องทำการสำรวจอ่านทบทวนอย่างพินิจพิเคราะห์  ทักษะที่สำคัญของการทำวิจัยในขั้นตอนนี้คือ ทักษะในการสืบค้นหาสารนิเทศจากแหล่งต่าง ๆ และทักษะในการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ

ความสำคัญของการทบทวนเอกสารที่เกี่ยวข้อง

1.     ช่วยให้ผู้วิจัยได้ทราบถึงสถาพขององค์ความรู้ (state of the art) ในเรื่องที่จะทำการวิจัย  คือจะได้ทราบว่าในหัวข้อเรื่องที่ผู้วิจัยสนใจหรือมีข้อสงสัยใคร่หาคำตอบนั้น ได้มีผู้ศึกษาหาคำตอบได้เป็นความรู้ไว้แล้วในแง่มุมหรือประเด็นใดแล้วบ้าง  การจะศึกษาวิจัยเพื่อหาคำตอบในเรื่องนั้นต่อไปควรจะได้ทราบเสียก่อนว่าเรารู้อะไรกันแล้วบ้างเกี่ยวกับเรื่องนั้น ความรู้เหล่านั้นมีความชัดเจนเพียงใด  ยังมีข้อความรู้ที่ขัดแย้งไม่ลงรอยกันบ้างหรือไม่  ประเด็นใดที่ยังไม่มีคำตอบบ้าง  การทราบถึงสถานภาพขององค์ความรู้ในเรื่องที่จะทำวิจัยจะช่วยให้ผู้วิจัยมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ความรู้ใหม่ที่จะได้จากการวิจัยของตนเองนั้นจะมีความสัมพันธ์อย่างไรกับองค์ความรู้ที่มีอยู่แล้วในเรื่องนั้น จะเป็นความรู้ใหม่ที่มีคุณค่าหรือความสำคัญเพียงใด และจะเข้าไปจัดระเบียบอยู่ในองค์ความรู้ในเรื่องนั้นๆ อย่างผสมกลมกลืนได้อย่างไร
2.     ช่วยให้ผู้วิจัยสามารถหลีกเลี่ยงการทำวิจัยซ้ำซ้อนกับผู้อื่น  การวิจัยเป็นเรื่องของการแสวงหาความรู้ใหม่  นักวิจัยไม่นิยมแสงหาความรู้เพื่อที่จะตอบปัญหาเดิมโดยไม่จำเป็น เพราะจะเป็นการเสียเวลา สิ้นเปลืองทรัพยากรโดยใช่เหตุ  สิ่งใดที่รู้แล้วมีผู้หาคำตอบไว้แล้ว นักวิจัยจะไม่ทำวิจัยเพื่อหาคำตอบในเรื่องนั้นซ้ำอีก  ดังนั้นนักวิจัยจึงพยายามหลีกเลี่ยงการทำวิจัยซ้ำกับที่ผู้อื่นได้ทำไว้แล้วซึ่งถือเป็นจรรยาบรรณอย่างหนึ่งของนักวิจัย และทำให้การวิจัยนั้นด้อยคุณค่าลง การทบทวนเอกสารวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องอย่างกว้างถี่ถ้วนและรอบคอบจะทำให้นักวิจัยได้ทราบว่าประเด็นที่ตนเองสนใจจะทำวิจัยนั้นได้มีผู้หาคำตอบไว้แล้วหรือยัง  ถ้ามีแล้วก็จะได้เลี่ยงไปศึกษาในประเด็นอื่น ๆ ที่ยังไม่ได้มีผู้ศึกษาเอาไว้ต่อไป
3.     ช่วยให้ผู้วิจัยได้มีแนวคิดพื้นฐานเชิงทฤษฎีในเรื่องที่จะทำการวิจัยอย่างเพียงพอ การจะทำวิจัยในเรื่องใดนั้นผู้วิจัยจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้นอยู่พอสมควร โดยเฉพาะกรอบแนวคิดเชิงทฤษฎี (Theritical หรือConceptual framwork) เกี่ยวกับเรื่องนั้นจะต้องชัดเจน  สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ผู้วิจัยกำหนดประเด็นปัญหาในการวิจัยได้อย่างชัดเจน  สามารถกำหนดแนวทางในการศึกษาได้อย่างเหมาะสม เข้าใจเนื้อหาสาระของเรื่องที่วิจัยได้อย่างแจ่มแจ้ง
4.     ช่วยให้ผู้วิจัยได้เห็นแนวทางในการดำเนินงานวิจัยของตน  จากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องไม่เพียงแต่ทำให้นักวิจัยได้ทราบว่าเรื่องที่สนใจนั้นได้มีผู้วิจัยอื่นได้ค้นคว้าหาคำตอบไว้อย่างไรแล้วเท่านั้น ยังจะได้ทราบด้วยว่านักวิจัยคนอื่น ๆ เหล่านั้นได้มีวิธีการหาคำตอบเอาไว้อย่างไร  มีปัญหาอุปสรรคอย่างไรในการทำวิจัยในเรื่องนั้น  คำตอบที่ได้มามีความชัดเจนแจ่มแจ้งเพียงใด  คำตอบสอดคล้องหรือขัดแยังกันหรือไม่  เอกสารเชิงทฤษฎีต่าง ๆ ได้ชี้แนะแนวทางในการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนั้นอย่างไร  สารสนเทศเหล่านี้นักวิจัยจะนำมาใช้ตัดสินใจกำหนดแนวทางในการวิจัยของตนเริ่มตั้งแต่ การกำหนดประเด็นปัญหาที่เหมาะสม การกำหนดขอบเขตและข้อสันนิษฐานการวิจัยอย่างสมเหตุสมผล ออกแบบวิจัยเพื่อดำเนินการหาคำตอบซึ่งจะเกี่ยวกับการเลือกระเบียบวิธีวิจัย การเลือกตัวอย่าง การสร้างเครื่องมือรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์หรือประมวลผลข้อมูล ตลอดจนการสรุปและรายงานผลการวิจัย   นักวิจัยจะวางแผนการวิจัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถหลีกเลี่ยงปัญหาอุปสรรคที่จะทำให้งานวิจัยนั้นล้มเหลวได้  ช่วยให้โอกาสที่จะทำงานมีวิจัยนั้นให้สำเร็จอย่างมีคุณภาพมีสูงขึ้น
5.     ช่วยให้ผู้วิจัยได้มีหลักฐานอ้างอิงเพื่อสนับสนุนในการอภิปรายผลการวิจัย  เมื่อผู้วิจัยได้ดำเนินการวิจัยจนได้ข้อสรุปหรือคำตอบให้กับปัญหาแล้ว  ในการรายงานผลการวิจัยผู้วิจัยจะต้องแสดงความคิดเห็นเขิงวิพากษ์วิจารณ์ผลการวิจัย  การทบทวนเอกสารที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบถี่ถ้วนจะช่วยให้ผู้วิจัยมีข้อมูลอ้างอิงประกอบการแสดงความเห็นได้อย่างสมเหตุสมผลและมีความหนักแน่นน่าเชื่อถือ
6.     ช่วยสร้างคุณภาพและมาตรฐานเชิงวิชาการให้แก่งานวิจัยนั้น  การทบทวนเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยนั้นจะต้องประมวลมาเป็นรายงานสรุปใส่ไว้ในรายงานการวิจัย หรือเค้าโครงร่างของการวิจัย(Research proposal)ด้วย  การไปทบทวนเอกสารที่เกี่ยวข้องมาอย่างกว้างขวางครอบคลุมในเรื่องที่ศึกษาและนำมาเรียบเรียงเอาไว้อย่างดี จะทำให้รายงานหรือโครงร่างการวิจัยนั้นมีคุณภาพและได้มาตรฐาน  เป็นการแสดงถึงศักยภาพของนักวิจัยได้ทางหนึ่งว่ามีความสามารถเพียงพอที่จะทำวิจัยในเรื่องนั้นได้อย่างน่าเชื่อถือ  ในการพิจารณาโครงร่างการวิจัยส่วนหนึ่งที่กรรมการมักจะพิจารณาเป็นพิเศษก็คือ รายงานการประมวลเอกสารที่เกี่ยวข้องนี่เอง

จุดมุ่งหมายของการทบทวนเอกสารที่เกี่ยวข้อง

โดยทั่วไปนักวิจัยจะทำการทบทวนเอกสารที่เกี่ยวข้อเพื่อจุดมุ่งหมายประการใดประการหนึ่งหรือหลายประการดังนี้
1. เพื่อแสวงหาแนวคิดพื้นฐานเชิงทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่จะทำวิจัย
2. เพื่อสำรวจสถานภาพขององค์ความรู้ในเรื่องที่จะทำวิจัย
3. เพื่อแสวงหาสารสนเทศที่จะช่วยตัดสินใจกำหนดแนวทางการวิจัย
4. เพื่อแสวงหาหลักฐานอ้างอิงมาสนับสนุนความคิดเห็นในการอภิปรายผลการวิจัย




ขั้นตอนในการทบทวนเอกสารที่เกี่ยวข้อง
1.   กำหนดจุดมุ่งหมายของการทบทวนเอกสารให้ชัดเจน  การกำหนดจุดมุ่งหมายให้ชัดเจนจะช่วยให้ทราบว่าเอกสารใดบ้างควรเป็นเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่จะทำวิจัย มีแนวทางในการการคัดเลือกเอกสาร และการจับประเด็นจากเอกสารต่าง ๆ ทำได้ง่ายและชัดเจนขึ้น
2.   สำรวจเอกสารที่เกี่ยวข้อง นักวิจัยจะต้องสำรวจว่าการจะทบทวนเอกสารเพื่อจุดมุ่งหมายแต่ละอย่างนั้น ควรจะมีเอกสารอะไรบ้างที่จะต้องนำมาทบทวน  การสำรวจอาจจะเริ่มจากเอกสารรอง ซึ่งเป็นเอกสารที่ทำขึ้นโดยใช้สารสนเทศจากเอกสารหลัก
3.   สืบค้นหาเอกสารที่เกี่ยวข้อง  นักวิจัยต้องทราบว่าเอกสารที่ต้องการนั้นอยู่ที่ไหน จะหามาได้อย่างไรนักวิจัยจะต้องรู้จักแหล่งเอกสารประเภทต่างๆ เช่น ห้องสมุด ศูนย์สารนิเทศ ศูนย์เอกสารสนเทศ หอจดหมายเหตุ ฯลฯ เป็นต้น และที่สำคัญคือจะต้องมีทักษะในการสืบค้น (Searching skill) หาเอกสารเหล่านั้นด้วย  นั่นคือจะต้องมีความรู้ว่าเอกสารเหล่านั้นจัดเก็บไว้อย่างไร จะเข้าถึงเอกสารนั้นได้อย่างไร  ปัจจุบันเทคโนโลยีในการจัดเก็บเอกสารได้พัฒนาก้าวหน้าไปมาก มีการนำเอาคอมพิวเตอร์มาช่วยจัดเก็บเอกสารไว้ในสื่อรูปแบบต่างๆ ที่จะช่วยให้การสืบค้นเป็นไปอย่างสะดวกรวดเร็วและกว้างขวาง  นักวิจัยจำเป็นต้องเรียนรู้วิธีการสืบค้นเอกสารจากสื่อเหล่านี้ และติดตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางด้านนี้อย่างต่อเนื่องเพราะมีการพัฒนาไปค่อนข้างจะรวดเร็ว  จึงจะทำให้การสืบค้นเอกสารเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
4.   คัดเลือกเอกสาร  เอกสารที่ได้จากการสืบค้นในข้อ 3 นั้นไม่ใช่ว่าจะใช้ได้ทั้งหมด นักวิจัยจะทำการคัดเลือกเอาเฉพาะเอกสารที่มีความเกี่ยวข้องจริงๆ ตามจุดมุ่งหมาย  อังนั้นเมื่อได้เอกสารมานักวิจัยจะต้องอ่านอย่างคร่าวๆ (Scanning) ก่อนว่าเอกสารนั้นมีเนื้อหาสาระเกี่ยวข้องกับเรื่องที่จะวิจัยอย่างแท้จริงหรือไม่  และจะคัดเลือกไว้เฉพาะเอกสารที่มีความเกี่ยวข้องอย่างแท้จริงเท่านั้นเพื่อทบทวนอย่างลึกซึ้งต่อไป
5.   ลงมืออ่านเอกสารอย่างละเอียดจับประเด็นสำคัญให้ได้ตามจุดมุ่งหมาย  ถ้าเป็นเอกสารงานวิจัยประเด็นสำคัญที่ต้องการมักจะได้แก่ ปัญหาหรือคำถามหรือวัตถุประสงค์ของการวิจัย  ขอบเขตของการวิจัย  ข้อสันนิษฐาน วิธีดำเนินการวิจัย  สรุปผลการวิจัย เป็นต้น  
6.   จดบันทึกสาระที่ได้จากการอ่าน  ควรจดบันทึกลงในบัตร ขนาดของบัตรที่นิยมใช้บันทึกมักจะมีขนาดประมาณ 3 x นิ้ว  ควรบันทึกประเด็นที่ได้จากการอ่านลงในบัตรประเด็นละใบ  และไม่ควรลืมบันทึกข้อมูลบรรณานุกรมของเอกสารด้วย เพื่อจะใช้ประโยชน์ในการอ้างอิงถึงเมื่อจะต้องเรียบเรียงผลการประมวลเอกสารที่เกี่ยวข้อง
7.   สังเคราะห์สาระที่ได้จากอ่านเข้าด้วยกัน
8.   เรียบเรียงผลการประมวลเอกสารที่เกี่ยวข้อง

วันเสาร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

Game for English Teaching

เกมภาษาอังกฤษที่เหมาะสำหรับครูไทยสามารถนำเอาใช้สอนในห้องเรียน


Airplane competition: เริ่มด้วยการให้นักเรียนทำเครื่องบินกระดาษขึ้นมา ให้นักเรียนยืนเรียงกันเป็นแถวและลองร่อนเครื่องบินนั้น จากนั้น กำหนดคะแนนให้กับของแต่ละอย่างในห้อง เช่น โต๊ะมี 5 คะแนน ประตูมี 10 คะแนน ถังขยะมี 20 คะแนน ถามคำถามนักเรียน หากนักเรียนตอบถูกจะได้ร่อนเครื่องบินหนึ่งครั้ง โดยพยายามร่อนให้เครื่องบินกระดาษไปลงตรงเป้าหมายเพื่อเก็บคะแนนให้ได้มากที่สุด เกมนี้เหมาะจะเล่นเป็นทีมArt Gallery: เกมนี้เหมาะสำหรับการทบทวนคำศัพท์ เริ่มด้วยการลากเส้นสี่เหลี่ยมบนกระดานให้ใหญ่พอที่นักเรียนแต่ละคนจะสามารถวาดรูปลงไปได้ ให้นักเรียนเขียนชื่อของตัวเองเหนือกรอบสี่เหลี่ยมนั้น จากนั้นครูพูดคำออกมาและให้นักเรียนวาดรูปตามคำนั้น (ควรเป็นคำนามง่ายๆ เช่น "dog, bookcase, train" หรือพูดออกมาในรูปโครงสร้างของกริยาก็ได้ เช่น "draw a man running, eating cake, sleeping" หรือคำคุณศัพท์เช่น "draw a big elephant, an angry lion, an expensive diamond ring") พอนักเรียนวาดเสร็จ ครูก็ให้คะแนนกับนักเรียนแต่ละคน จากนั้นเริ่มรูปใหม่ต่อไป นักเรียนคนที่ได้คะแนนสูงสุดเมื่อเกมสิ้นสุดลงคือผู้ชนะ
Backs to the Board Game: เกมนี้เหมาะกับนักเรียนที่เรียนชั้นสูง แบ่งนักเรียนออกเป็นสองทีม ให้แต่ละทีมส่งตัวแทนมาหน้าชั้นหนึ่งคน ยืนหันหลังให้กระดานดำ ครูเขียนคำหรือวาดรูปบนกระดานดำ เช่น "hamburger" สมาชิกในทีมต้องพยายามอธิบายคำให้เพื่อนทายให้ได้ เช่น You can buy it in McDonalds, it's got cheese and ketchup in it. นักเรียนทีมไหนตอบได้ก่อนทีมนั้นได้คะแนน
Basketball: เป็นเกมให้นักเรียนโยนบอลลงตะกร้า จะเป็นถังขยะ กล่อง หรืออะไรก็ได้ เริ่มต้นด้วยการถามคำถามนักเรียนคนที่ 1 นักเรียนที่ตอบถูกจะได้โยนบอลลงตะกร้า หากโยนลงนักเรียนได้ 2 คะแนน แต่หากบอลโดนตะกร้าแต่ไม่ลงนักเรียนได้ 1 คะแนน คนที่ได้คะแนนสูงที่สุดคือผู้ชนะ เกมนี้จะเล่นเดี่ยวหรือเล่นเป็นทีมก็ได้
Bingo: จะใช้เลขประจำตัวนักเรียน ชื่อนักเรียน รูปภาพ หรือคำก็ได้ ผู้ชนะคือคนที่บิงโกเส้นตรงได้ก่อน หรือลากเส้นบิงโกได้เต็มแผ่นก่อน
Blindfold Course: สร้างเครื่องกีดขวางขึ้นในห้องเรียน ใช้โต๊ะนักเรียนหรือเก้าอี้นักเรียนก็ได้ ให้นักเรียนคาดผ้าปิดตาและช่วยบอกทางให้นักเรียนเดินเลี่ยงเครื่องกีดขวาง เช่น walk forward 2 steps, turn left, take on small step เป็นต้น เกมนี้เหมาะที่จะเล่นเป็นคู่
Blindfold Guess: ให้นักเรียนคาดผ้าปิดตาแล้วให้นักเรียนจับสิ่งของที่ครูเตรียมมา และทายว่าของชิ้นนั้นคืออะไร สิ่งของให้ทายที่ดีคือตุ๊กตาสัตว์เพราะน่าตื่นเต้นดี (ผมใช้ไดโนเสาร์มาเพิ่มบรรยากาศสนุกสนานในการเล่นเกมนี้เสมอ)  
Blindfold Questions: ให้นักเรียนยืนเป็นรูปวงกลม มีหนึ่งคนคาดผ้าปิดตายืนตรงกลางวงกลมนั้น ให้นักเรียนคนที่ปิดตาหมุนรอบตัวสองสามรอบ จากนั้นให้ชี้ไปที่นักเรียนคนที่อยู่ข้างหน้าและถามคำถาม เช่น "How old are you?",  "What's your favorite food? เมื่อได้รับคำตอบแล้ว นักเรียนคนที่คาดผ้าปิดตาต้องทายชื่อของเพื่อนนักเรียนที่พูดด้วย
Board Scramble: ครูเขียนพยัญชนะภาษาอังกฤษทั้งหมดคละกันลงบนกระดานดำ แต่ให้อยู่ในระดับต่ำพอที่นักเรียนจะเอื้อมถึง แบ่งนักเรียนออกเป็นสองทีมแล้วครูพูดพยัญชนะออกมาดังๆ หนึ่งตัว ใครหาพยัญชนะตัวนั้นเจอและวงกลมก่อนจะได้คะแนน ครูสามารถทำให้เกมยากขึ้นด้วยการเขียนตัวอักษรพิมพ์ใหญ่พิมพ์เล็กคละกัน และจะยิ่งยากขึ้นไปอีกหากแบ่งนักเรียนออกเป็นสี่ทีม เด็กๆ จะชอบเกมนี้มาก และสามารถเล่นได้ทั้งกับตัวอักษรและตัวเลข (ซูซี่แนะนำเกมนี้มา)
Buzz: เป็นเกมนับเลข ให้นักเรียนนั่งเป็นวงกลม ส่งบอลผ่านไปยังเพื่อนคนที่นั่งถัดไปพร้อมกับนับ 1, 2, 3... เมื่อนับถึง 7 นักเรียนทั้งหมดต้องพูดขึ้นมาว่า buzz (บั หมายถึง เสียงผึ้งร้องหึ่งหรือเสียงเครื่องบิน แล้วนับต่อ ทุกตัวเลขที่มี 7 อยู่ต้องทำเสียงนี้ขึ้นมา (7, 17, 27, 37, ...) และทุกตัวเลขที่เป็นผลคูณของ 7 ต้องทำเสียง buzz ด้วยเช่นกัน (14, 21, 28, 35,...)
Can You Actions: เกมนี้ใช้สอนการใช้"Can you...?" "Yes, I can." "No, I can't." กริยาหรือท่าทางต่อไปนี้จะทำให้เกมสนุก wiggle, dance, run quickly, hop, skip, do a star jump, do a handstand, touch your toes, cross your eyes, snap your fingers, whistle, sing  เช่น ถามนักเรียนว่า "Can you cross your eyes?" (ทำตาเขได้ไหม) หากนักเรียนตอบว่า "Yes, I can." ครูก็บอกว่า "Ok, go!" (งั้นทำให้ดูหน่อย/ปฏิบัติ) และนักเรียนก็แสดงกิริยาหรือท่าทางนั้นให้ดู หากนักเรียนตอบว่า "No, I can't" ให้ครูพูดว่า "Too bad.  Ok, can you wiggle?" (แย่จัง ถ้าอย่างนั้นหนูบิดตัวไปมาได้ไหม)   
Category Tag: เลือกหัวข้อที่จะเล่นก่อน เช่น อาหาร อากาศ การคมนาคม ฯลฯ ให้นักเรียนวิ่งไปรอบๆ ห้องและครูวิ่งไล่ตาม หากนักเรียนคนไหนถูกจับได้ต้องพูดชื่อในหัวข้อนั้นมาหนึ่งชื่อ เช่น หัวข้อ food: cheese, fish, bread, etc กำหนดเวลาให้นักเรียนว่าต้องพูดภายใน 5 วินาที 10 วินาที ฯลฯ หากนักเรียนไม่สามารถพูดชื่อออกมาได้ทันเวลาหรือพูดชื่อซ้ำกับที่คนอื่นพูดไปแล้ว นักเรียนคนนั้นต้องนั่งลงรอเล่นรอบต่อไป
Charades: ให้นักเรียนออกมายืนหน้าชั้นหนึ่งคน ครูกระซิบคำหรือยกป้ายภาพให้นักเรียนดู นักเรียนคนนั้นแสดงท่าทางตามคำที่ได้ยินหรือภาพที่เห็นให้เพื่อนๆ ดู นักเรียนคนไหนทายถูกว่าท่าทางนั้นคืออะไรจะเป็นคนต่อไปที่ได้ออกมาหน้าชั้น เกมนี้เหมาะกับกิริยาที่เป็นท่าทาง ครูอาจแบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่ม นักเรียนกลุ่มไหนทายได้ก่อนกลุ่มนั้นก็ได้คะแนน
Colors in the Air: เกมนี้เหมาะกับนักเรียนประถมต้น ครูแจกกระดาษสีต่างๆ ให้นักเรียนคนละสองแผ่น ครูพูดสีออกมา เช่น "Blue" นักเรียนที่ถือกระดาษสีนั้นอยู่ก็ชูกระดาษขึ้นสูงๆ
Color Circles: เป็นกิจกรรมที่เหมาะสำหรับเด็กเล็ก ครูเอากระดาษขนาด A3 มาวาดรูปวงกลมหนึ่งวงในแต่ละแผ่น ติดวงกลมไว้กับผนังแต่ละด้านในห้องเรียน เล่นเกมให้ดูเป็นตัวอย่างก่อนด้วยการที่ครูพูดว่า "Blue" แล้วหยิบดินสอสีฟ้าไประบายลงในมุมเล็กๆ ของวงกลม ทำอย่างนี้กับทุกสีที่ต้องการจะสอน จากนั้นให้นักเรียนเป็นคนเล่น โดยครูบอกว่า "Blue" นักเรียนก็ควรจะหยิบดินสอให้ถูกสีและเดินไประบายลงในวงกลม ให้ระบายนิดเดียวแล้วเรียกนักเรียนกลับ เปลี่ยนให้คนอื่นไประบายสีบ้าง
Days of the Week March: ดูในเดือนมีนาคม
Dog & Cat Chase: ให้นักเรียนนั่งเป็นรูปวงกลม ครูเดินรอบวงนอกของนักเรียน แตะศีรษะนักเรียนแต่ละคนไปเรื่อยๆ พร้อมกับพูดว่า "dog" จากนั้น แตะศีรษะนักเรียนคนหนึ่งแล้วพูดว่า "cat" นักเรียนคนนั้น วิ่งไล่ครูไปรอบวงกลม ครูต้องพยายามวิ่งไปนั่งในที่ว่างนั้นก่อนจะถูกนักเรียนจับได้ หากนักเรียนแตะตัวครูได้ ครูต้องเดินแตะศีรษะนักเรียนไปรอบๆ อีก หากรอบนี้นักเรียนจับไม่ได้ นักเรียนคนนั้นจะต้องเป็นฝ่ายเดินแตะศีรษะเพื่อนๆ แทน คำที่ใช้สามารถเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้ตามที่ครูต้องการสอนนักเรียน
Exercises: เกมนี้เหมาะสำหรับเด็กนักเรียนที่ซนและกระตือรือร้นตลอดเวลา เหมาะกับการฝึกให้นักเรียนเข้าใจคำสั่งและตัวเลขด้วย ให้นักเรียนยืนเรียงเป็นแถวหน้ากระดานและออกคำสั่ง เช่น "Jump 10 times", "Turn around 4 times" เป็นต้น หรืออาจจะใช้กริยาที่ออกแรงมากขึ้น เช่น run (ไปยังจุดๆ หนึ่ง), hop, hands up & down, touch your (body part), stand up & sit down and star jump. 
Fish: ก่อนเริ่มเล่นเกมครูต้องให้นักเรียนจับคู่กันวาดรูปปลาคนละตัวและตัดออกมา ขณะที่นักเรียนวาดและตัดรูปอยู่นี้ครูเอาแถบกระดาษกาวมาติดยาวบนพื้นสองแถว ให้ห่างกันสองสามเมตร ให้นักเรียนแต่ละคู่ยืนในแนวเดียวกันหลังเส้นแถบกระดาษกาวฝั่งหนึ่ง ครูถามคำถามกับนักเรียนคนแรก หากตอบถูกนักเรียนจะได้เป่าปลา กระดาษหนึ่งครั้ง จากนั้นครูถามคำถามกับนักเรียนอีกคน หากตอบถูกนักเรียนจะได้เป่าปลา กระดาษหนึ่งครั้ง ใครที่เป่าปลาไปถึงเส้นอีกฝั่งหนึ่งก่อนคนนั้นชนะ
Follow the leader: ให้นักเรียนยืนเข้าแถวข้างหลังครูและเดินตามครูไปรอบห้อง ครูทำท่าทางและพูดคำของท่านั้นออกมาดังๆ นักเรียนทำท่าและพูดตาม ท่าทางที่เหมาะจะนำมาเล่นเกมคือ wave, hello, goodbye, it's cold/hot, stop, go, run, hop, skip, crawl, walk backwards, jump, sit down, stand up
Give Me Game: ครูสามารถใช้สิ่งของ หรือีแฟลชการ์ด (แผ่นรูปภาพหรือคำถามที่มีชื่อภาพหรือหมายเลขอยู่ด้านหลัง) เกมนี้เหมาะจะเล่นกับผลไม้พลาสติก เก็บผลไม้ไว้ในกล่องและหยิบออกมาทีละอย่าง จากนั้นโยนผลไม้ทั้งหมดไปทั่วห้อง (การโยนผลไม้พลาสติกไปทั่วห้องและปล่อยให้นักเรียนไล่ตะครุบผลไม้เหล่านั้นทั่วห้องเป็นการสร้างบรรยากาศสนุกสนานอย่างหนึ่ง) พอนักเรียนเก็บผลไม้ทั้งหมดได้แล้วให้ครูพูดว่า "Give me an apple" นักเรียนคนที่เก็บแอ็ปเปิ้ลได้เดินไปหาครู ยื่นผลไม้ให้ครูพร้อมกับพูดว่า "Here you are" อย่าให้นักเรียนโยนผลไม้กลับมาเพราะผลไม้อาจลอยไปทางอื่นได้ทำให้เสียเวลาไล่จับอีก
Hangman: เป็นเกมเก่าแก่ที่นิยมเล่นกันมานาน เป็นเกมที่เหมาะกับการทบทวนคำศัพท์ที่เรียนมาแล้ว
I spy: ครูพูดว่า "I spy with my little eye something that begins with B" (ฉันมองเห็นอะไรบางอย่างขึ้นต้นด้วยอักษร B) นักเรียนพยายามทายว่าสิ่งนั้นคืออะไร เช่น "book" คำศัพท์เกี่ยวกับสีเหมาะที่จะเล่นกับนักเรียนเล็กๆ เช่น "I spy with my little eye something that is red"
Juice: นำน้ำผลไม้ขวดเล็กๆ มาที่ห้องเรียน เมื่อสอนไปได้สักพักครูก็เอาน้ำผลไม้นั้นขึ้นมาจิบ ชั่วขณะนี้นักเรียนตัวเล็กๆ จะหันไปพูดคุยกันเพราะอยากดื่มน้ำผลไม้บ้าง ให้ครูใช้โอกาสนี้สอนเด็กรู้จักประโยค "Can I have some juice, please?" ครูพูดประโยคนี้กับนักเรียนก่อนและนักเรียนพูดตาม หากนักเรียนพูดถูกต้องก็ให้นักเรียนได้จิบน้ำผลไม้นิดหน่อย ครูต้องนำน้ำผลไม้ไปที่ชั้นเรียนด้วยทุกครั้ง หลังจากนั้นสักพักนักเรียนจะพูดประโยคขอดื่มน้ำผลไม้นี้ได้อย่างถูกต้องสมบูรณ์ (หากไม่อยากให้นักเรียนดื่มจากปากขวดเดียวกัน ครูก็ควรนำแก้วพลาสติกเล็กๆ ไปไว้แบ่งด้วย)
Knock-Knock: เกมนี้ควรเล่นก่อนเริ่มบทเรียน สอนให้นักเรียนรู้จักการเคาะประตูก่อนเข้ามาในห้องเรียน ขั้นตอนต่อไป ครูพูด  "Who's there?" หลังจากที่นักเรียนเคาะประตู นักเรียนจะตอบว่า "It's (Kai)" แล้วครูพูดว่า "Come in (Kai)" หรืออาจจะเลือกใช้อีกวิธีคือ พอนักเรียนเคาะประตูแล้วครูทายว่านักเรียนคนนั้นเป็นใครด้วยการพูดว่า "Is that (Kai)?" หากนักเรียนตอบว่า no ครูก็ต้องทายต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถูก ทำให้เกมสนุกยิ่งขึ้นด้วยการให้นักเรียนแต่ละคนประดิษฐ์เสียงหรือจังหวะเคาะประตูของตัวเอง
Label It: เกมนี้เหมาะกับนักเรียนใหม่ทุกระดับอายุที่ต้องได้รับการฝึกฝนหรือสอนคำศัพท์ง่ายๆ หากนักเรียนสามารถแยกแยะเสียงของพยัญชนะแต่ละตัวได้ นักเรียนก็สามารถเล่นเกมนี้ได้แล้ว ใช้วิธีเขียนชื่อของสิ่งของทุกอย่างในห้องเรียนลงบนกระดาษและติดกระดาษไว้ที่ของสิ่งนั้น เพื่อทำให้นักเรียนคุ้นเคยกับชื่อเหล่านั้น จากนั้น ให้นักเรียนพูดตามขณะเก็บสิ่งของเหล่านั้นขึ้นมาแต่ละชิ้น วันต่อมาดึงป้ายชื่อออก และให้นักเรียนพูดชื่อสิ่งของเหล่านั้นทีละอย่างและนำป้ายไปแปะไว้ให้ถูกด้วย วันที่สาม ให้นักเรียนเเอาป้ายชื่อไปแปะที่ของชิ้นไหนก็ได้ที่นักเรียนต้องการ ทำกิจกรรมนี้ซ้ำสองสามวัน พอนักเรียนสามารถแปะป้ายลงบนสิ่งของได้ถูกต้องหมดโดยที่ครูไม่ต้องคอยตรวจแล้ว   ครูสามารถใช้กิจกรรมนี้กับคำศัพท์เกี่ยวกับคำนามที่สามารถแปะรูปลงไปได้ เช่น types of food, body parts, parts of a room in a house, animals เป็นต้น
Last Letter, First Letter: (เป็นเกมยอดฮิตของญี่ปุ่นเรียกว่า ชิริ โทริ) ให้นักเรียนนั่งเป็นวงกลมร่วมกับครู จากนั้นครูเริ่มพูดคำออกมา และนักเรียนทางขวามือของครูต้องพูดคำที่ขึ้นต้นด้วยพยัญชนะตัวสุดท้ายของคำที่ครูพูด เช่น ครูพูดว่า bus นักเรียนพูด steak นักเรียนคนถัดไปพูด  key --- yellow --- etc. อย่างนี้ไปเรื่อยๆ เล่นไปจนกว่าจะมีคนต่อไม่ได้หรือพูดคำผิด
Line True or False: นำแถบกระดาษกาวมาติดไว้บนพื้นเป็นเส้นยาว ให้ฝั่งหนึ่งเป็น "True" อีกฝั่งหนึ่งเป็น "False" ชูสิ่งของหรือแฟลชการ์ด (แผ่นรูปภาพหรือคำถามที่มีชื่อภาพหรือหมายเลขอยู่ด้านหลัง) ขึ้นมาพร้อมกับพูดชื่อของสิ่งของหรือแฟลชการ์ดนั้น หากนักเรียนคิดว่าครูพูดถูกให้กระโดดไปอยู่หลังเส้นฝั่ง "True" หากผิดให้กระโดดไปที่เส้นฝั่ง "False" นักเรียนที่ตอบผิดให้นั่งรอจนกว่าจะเริ่มเกมรอบใหม่
Make Words Game: สุ่มเขียนพยัญชนะลงบนกระดานดำ ให้นักเรียนทำกิจกรรมเป็นคู่หรือกลุ่มเล็กๆ ช่วยกันสร้างคำขึ้นมาจากพยัญชนะที่ครูเขียนไว้บนกระดานให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เช่น พยัญชนะ g, h, a, t, p, e, c สามารถสร้างคำ cat, peg, tea, hat, get,  etc. ทีมที่สร้างคำได้มากที่สุดคือผู้ชนะ
Months March: เกมนี้ต้องใช้ห้องเรียนที่มีพื้นที่กว้างขวางพอที่นักเรียนทุกคนจะเดินมาร์ชไปมาได้ ครูยืนที่ฝั่งขวาทางปลายสุดฝั่งหนึ่งของห้อง นักเรียนยืนเรียงแถวตอนลึกต่อจากครู พอครูพูดว่า "Go!" ทุกคนก็เริ่มออกเดิน พอเริ่มก้าวครูต้องพูดชื่อเดือนออกมาตามลำดับ คือ "January", " February", ... และนักเรียนพูดตามแต่ละเดือน เช่น ครูพูดว่า "January" นักเรียนพูดตาม "January" เดินมาร์ชตามกันไปช้าๆ หลังตรง แขนสะบัดแข็งขัน พอเดินไปได้สักพักครูจะตะโกนอกมาดังๆ ว่า "Stop!" นักเรียนทุกคนก็ต้องหยุดโดยที่แถวตรงเป็นระเบียบในแนวเดียวกับครู ใครที่ยืนไม่ตรงแถวให้ขยับไปอยู่ท้ายสุดของแถว และเริ่มออกเดินต่อ พอถึงอีกปลายหนึ่งของห้องให้หันหลังกลับและออกเดินต่อโดยเดินให้กระฉับกระเฉงและเร็วขึ้น ในรอบสุดท้ายอาจจะเร็วขนาดวิ่งอย่างเป็นระเบียบกันก็ได้ กิจกรรมนี้จะสนุกยิ่งขึ้นหากมีอุปสรรคในห้อง เช่น โต๊ะนักเรียน เก้าอี้นักเรียน เป็นต้น เพราะจะทำให้นักเรียนได้ปีนข้ามหรือลอดใต้โต๊ะสนุกสนาน แต่หลังจากทำไปได้สองสามรอบ ครูควรจะให้นักเรียนเปล่งเสียงพูดเดือนแต่ละเดือนออกมาอย่างพร้อมเพรียงกันโดยไม่ต้องพูดตามครูแล้ว
Name Game: กิจกรรมนี้เหมาะกับชั้นเรียนที่เจอกันวันแรก ให้นักเรียนนั่งเป็นรูปวงกลม ชี้ที่ตัวเองและบอกชื่อ "I'm Jason" จากนั้นเพื่อนๆ ที่เหลือทั้งห้องต้องพูดชื่อเพื่อนคนนี้ซ้ำโดยพร้อมเพรียงกัน
Number Codes: ตัดกระดาษรูปสี่เหลี่ยมและ เขียนเลข 0-9 บนกระดาษเหล่านั้น เอาตัวเลขใส่ไว้ในกล่อง ประกาศตัวเลขเพื่อให้นักเรียนล้วงเอากระดาษที่มีตัวเลขมาเรียงกันให้ถูกต้องตามที่ครูประกาศ เป็นเกมที่เหมาะกับการเรียนรู้หมายเลขโทรศัพท์ด้วย
Number Group Game: เปิดเพลงแล้วให้นักเรียนเดินรอบห้อง ครูหยุดเพลงทันทีและพูดตัวเลขออกมาดังๆ นักเรียนต้องรีบจับกลุ่มกันให้ได้จำนวนตามตัวเลขที่ครูพูดออกมา นักเรียนคนไหนที่ไม่มีกลุ่มอยู่ต้องออกไปนั่งรอนอกวงจนกว่าจะถึงรอบใหม่
Odd-One-Out: เขียนคำ 3-4 คำบนกระดาน ให้นักเรียนกากบาทคำที่ไม่เข้ากลุ่มออก เช่น cat - horse - cake - bird
Pass: ให้นักเรียนนั่งเป็นรูปวงกลมร่วมกับครู ครูชูสิ่งของหรือแฟลชการ์ด (แผ่นรูปภาพหรือคำถามที่มีชื่อภาพหรือหมายเลขอยู่ด้านหลัง) ขึ้นมาและพูดชื่อของๆ สิ่งนั้นหรือภาพๆ นั้น เช่น "Pen" แล้วส่งของหรือภาพนั้นให้นักเรียนคนที่นั่งถัดไป นักเรียนพูดชื่อของหรือภาพนั้นและส่งต่อให้เพื่อน ปรับให้ไม่ซ้ำซากจำเจได้ด้วยการเปลี่ยนจากซ้ายไปขวาหรือขวาไปซ้าย หรือทำให้เร็วขึ้น ส่งของต่อให้เร็วขึ้น และมีของหลากหลายยิ่งขึ้น
Puppet Conversation: ตุ๊กตามือหรือ แฮนด์ พับเพ็ต นั้นเป็นสิ่งที่ทำให้ห้องเรียนมีชีวิตชีวาได้ดี แล้วครูจะพบว่าเด็กเล็กที่อายเวลาต้องพูดกับครูรู้สึกดีที่ได้พูดกับตุ๊กตา ตุ๊กตาตลกๆ ที่พูดกับนักเรียนจะทำให้ได้ผลดีอย่างที่ครูเองก็คาดไม่ถึง ยกตัวอย่างการใช้ตัวการ์ตูน คุ๊กกี้ มอนสเตอร์ (Cookie Monster) ตอนเริ่มต้นสอนชั้นเด็กเล็กๆ ขั้นตอนที่ทำมีดังนี้ 1. ตอนนี้คุ๊กกี้ มอนสเตอร์นอนหลับอยู่ในถุง แล้วเด็กๆ ก็จะตะโกนเสียงดังลงไปในถุงว่า "Wake up Cookie Monster!" (ตื่นได้แล้วคุ๊กกี้ มอนสเตอร์!) เพราะนั่นเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้ คุ๊กกี้ มอนสเตอร์ตื่นได้ 2. คุ๊กกี้ มอนสเตอร์กล่าวสวัสดีกับนักเรียนและถามคำถาม ไม่ว่าจะเป็นชื่อ หรือถามว่าสบายดีไหม อายุเท่าไร ฯลฯ เด็กๆจะตอบแล้วถามคำถามเดียวกันกลับไปยังคุ๊กกี้ มอนสเตอร์ 3. นักเรียนและคุ๊กกี้ มอนสเตอร์ร้องเพลง 'Hello Song' ด้วยกัน 4. คุ๊กกี้ มอนสเตอร์ กล่าวอำลากับนักเรียนทีละคนๆ และกลับไปหลับต่อในถุง แล้วชั้นเรียนจึงเริ่มเรียนจริงๆ กัน
Pictionary: เป็นกิจกรรมที่เหมาะกับการทบทวนคำศัพท์ เลือกนักเรียนมาหนึ่งคน ให้นักเรียนคนนั้นดูรูปภาพหรือกระซิบคำให้นักเรียนฟังหนึ่งคำ จากนั้นนักเรียนวาดภาพที่เห็นหรือได้ฟังจากครูลงบนกระดาน นักเรียนคนแรกที่ทายถูกว่ารูปนั้นคืออะไรจะเป็นคนต่อไปที่ได้วาดรูปลงบนกระดาน เกมนี้จะเล่นเป็นทีมให้นักเรียนแข่งกันสะสมคะแนนก็ได้
Preposition Treasure Hunt: เกมนี้ใช้ฝึกเรื่องบุพบทเกี่ยวกับสถานที่และ yes/no question และต้องใช้แถบกาว (สก็อตช์เทป) หรือแท็ค (ก้อนกาวที่คล้ายหมากฝรั่ง ใช้สำหรับติดกระดาษบนผนังหรือกระดาน) สาธิตให้นักเรียนดูโดยเอาสก็อตช์เทปหรือแท็คให้นักเรียนเอาไปซ่อนไว้ อาจจะเป็นใต้โต๊ะ หลังกรอบภาพ ฯลฯ ขณะนั้นให้ครูเดินออกไปนอกห้อง พอนักเรียนซ่อนสก็อตช์เทปหรือแท็คเสร็จครูจึงกลับเข้ามาในห้องและถามคำถาม (yes/no question) เพื่อหาว่านักเรียนเอาไปซ่อนที่ไหน เช่น Is it on the desk?, Is it near the desk?  Is it in the front half of the classroom?  Is it under the chair?  etc. พอหาเจอก็ให้เปลี่ยนนักเรียนมาเป็นคนถามคำถาม หากเป็นห้องเรียนใหญ่สามารถใช้วิธีให้นักเรียนเล่นเป็นคู่ได้
Question Chain: ให้นักเรียนนั่งเป็นรูปวงกลม ครูถามคำถามกับนักเรียนที่นั่งข้างๆ เช่น "What's your name?"  "Do you like chocolate cake?" etc. เมื่อนักเรียนตอบคำถามเสร็จให้นักเรียนคนนั้นหันไปถามคำถามเดียวกันนี้กับเพื่อนที่นั่งถัดไป พอครบรอบแล้วให้เปลี่ยนคำถามใหม่ ครูอาจทำให้เกมสนุกขึ้นด้วยการส่งผ่านลูกบอลไปด้วยขณะที่ถาม-ตอบ
Question Ball: ให้นักเรียนนั่งเป็นรูปวงกลม โยนหรือกลิ้งลูกบอลไปที่นักเรียนคนหนึ่งแล้วถามหนึ่งคำถาม ขั้นต่อไปมีสองวิธีให้เลือก วิธีที่ 1 นักเรียนโยนบอลกลับมาให้ครูและครูโยนบอลไปให้นักเรียนคนอื่นและถามคำถามใหม่ วิธีที่ 2 นักเรียนโยนบอลไปให้เพื่อนแล้วถามคำถามเดียวกัน
Rope Jump: เกมนี้ต้องใช้เชือก ให้นักเรียนยืนเข้าแถวตอนลึก ครูถือเชือกไว้ที่ปลายหนึ่งและนักเรียนถืออีกปลายหนึ่งไว้ในระดับความสูงที่นักเรียนสามารถกระโดดข้ามได้ วางสิ่งของหรือแฟลชการ์ด (แผ่นรูปภาพหรือคำถามที่มีชื่อภาพหรือหมายเลขอยู่ด้านหลัง) และกล่องไว้อีกฝั่งหนึ่งของเชือก เรียกชื่อสิ่งของหรือแฟลชการ์ดอย่างแรก นักเรียนกระโดดข้ามเชือกหยิบของขึ้นมาให้ถูกต้องและหย่อนลงไปในกล่อง พอขึ้นรอบใหม่ก็ลดระดับเชือกให้ต่ำลงเรื่อยๆ จนนักเรียนต้องคลานลอดไป
Shopping: เกมนี้ใช้ได้กับของหลากหลายชนิด (่ผลไม้จำลองหรือผลไม้พลาสติกดีที่สุด) ให้นักเรียนมายืนรวมกันและครูชูของแต่ละอย่างให้ดู ถามนักเรียนว่า "What do you want?" (หรืออาจจะถามว่า "What would you like?" สำหรับนักเรียนชั้นสูงขึ้นไป) นักเรียนอาจจะตอบว่า "An apple, please" ครูพูดต่อว่า "Here you are" แล้วนักเรียนก็ปิดท้ายด้วยการพูดว่า "Thank you" และปิดเกมด้วยเกม 'Give Me
Simon Says: เป็นกิจกรรมที่ดีสำหรับการทบทวนเรื่องส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น "Simon says touch your knees" ครูอาจจะเปลี่ยนชื่อ Simon เป็นชื่อของครูหรือชื่ออื่นก็ได้ เมื่อไรก็ตามที่ครูไม่ได้พูดคำว่า "Simon" เช่น "Touch your knees" นักเรียนจะต้องไม่ทำตามคำสั่ง หากนักเรียนทำผิดให้นั่งรอจนกว่าจะถึงรอบต่อไป
Slam: ให้นักเรียนนั่งเป็นวงกลม วางสิ่งของหรือแฟลชการ์ด (แผ่นรูปภาพหรือคำถามที่มีชื่อภาพหรือหมายเลขอยู่ด้านหลัง) ไว้กลางวง บอกให้นักเรียนวางมือทั้งสองข้างไว้บนศีรษะ พอครูพูดชื่อสิ่งของใดออกมาดังๆ นักเรียนก็ต้องรีบวิ่งไปแตะของสิ่งนั้น ใครได้แตะก่อนก็ได้ของสิ่งนั้นไป ใครสะสมของได้มากที่สุดในตอนท้ายเกมเป็นผู้ชนะ
Spelling Bee: ให้นักเรียนทั้งหมดมายืนอยู่หน้าชั้น บอกคำหนึ่งคำให้นักเรียนคนแรกสะกด นักเรียนสะกดออกมาดังๆและครูเขียนคำสะกดนั้นลงบนกระดาน หากสะกดผิดนักเรียนคนนั้นต้องออกจากเกมไป นักเรียนคนที่ยืนหยัดเหลือเป็นคนสุดท้ายคือผู้ชนะ เกมนี้จะเล่นเป็นทีมก็ได้
Spin the Bottle: ให้นักเรียนนั่งเป็นรูปวงกลม วางขวดไว้ตรงกลางวง ครูหมุนขวดนั้น พอขวดหยุดหมุนหันปากขวดไปที่นักเรียนคนใดนักเรียนคนนั้นต้องตอบคำถาม หากตอบถูกนักเรียนคนนั้นจะเป็นคนหมุนขวดต่อ เป็นกิจกรรมอุ่นเครื่องที่ดีก่อนเริ่มบทเรียน
There is/there are: สำหรับฝึกใช้ there is/there are ให้รายการคำถามกับนักเรียน ให้นักเรียนเดินไปทั่วโรงเรียนเพื่อหาคำตอบสำหรับคำถามเหล่านั้น คำถามอาจจะเป็น
How many doors are there in the school?
How many teachers are there in the school in this moment?
How many plants are there in the hall?
How many tables are there in the classroom?, etc. 

Time Bomb: ต้องใช้ระเบิดเวลาในการเล่นเกมนี้ เช่น นาฬิกาจับเวลาลวกไข่ ตั้งเวลาไว้ ถามคำถามและโยนตัวจับเวลา ตั้งเวลานี้ไปให้นักเรียน คนที่รับได้ต้องตอบคำถามและโยนตัวจับเวลานี้ไปให้เพื่อนนักเรียนคนอื่น ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ นักเรียนคนที่มีตัวจับเวลาในมือตอนที่หมดเวลาแล้วต้องตาย เกมนี้ใช้ได้กับคำศัพท์ในหมวดต่างๆ เช่น food, animals, etc.
Train Ride Game: ให้นักเรียนตั้งแถวเป็นรถไฟ ปู้นๆ ไปรอบห้อง โดยที่ครูเป็นผู้ออกคำสั่ง เช่น faster, slower, turn left/right, stop, go
Touch: ให้นักเรียนวิ่งไปแตะสิ่งของที่ครูสั่ง เช่น "Touch the table" "Touch a chair" "Touch your bag" สีเป็นหัวข้อที่ใช้ได้ดีกับเกมนี้ เช่น "Touch something green"
Tornado: อุปกรณ์: แฟลชการ์ด (แผ่นรูปภาพหรือคำถามที่มีชื่อภาพหรือหมายเลขอยู่ด้านหลัง) 'Tornado Cards' (คือแฟลชการ์ดที่มีตัวเลขบนด้านหนึ่ง อีกด้านหนึ่งเป็นรูปทอร์นาโด) เอาแฟลชการ์ดด้านที่เป็นตัวเลขติดบนกระดาน ให้ด้านที่เป็นภาพหรือคำถามอยู่ด้านหลัง จะให้เป็นภาพหรือคำถามขึ้นอยู่กับอายุหรือระดับชั้นของนักเรียน ให้ปนทอร์นาโด การ์ดลงไปในนั้นด้วย 6 ใบ จากนั้น ให้นักเรียนเลือกบัตร หากเลือกได้บัตรเลข หากตอบคำถามถูกทีมนั้นจะได้ลากเส้นหนึ่งเส้นเพื่อวาดรูปบ้าน แต่หากเลือกได้บัตรทอร์นาโดทีมตรงข้ามก็เสียสิทธิในการลากเส้น ทีมไหนลากเส้นสุดท้ายที่ทำให้รูปบ้านสมบูรณ์ ทีมนั้นชนะ
Unscramble: เขียนคำบนกระดานโดยให้ตัวสะกดคละกัน เช่น "lrocsmaos" = "classroom" นักเรียนต้องจัดเรียงตัวอักษรที่คละกันให้ออกมาเป็นคำศัพท์ที่ถูกต้อง เกมนี้เหมาะที่จะเล่นเป็นทีม สามารถเลือกใช้บล็อกตัวอักษรหรือตัวอักษรพลาสติกแทนการเขียนบนกระดาน
Vanishing Objects Game: วางสิ่งของหลายๆ อย่างไว้ข้างหน้านักเรียน ให้เวลานักเรียนในการจำสิ่งของเหล่านั้นและให้นักเรียนหลับตา ครูหยิบของออกไปหนึ่งชิ้นแล้วบอกให้นักเรียนเปิดตา นักเรียนคนแรกที่บอกได้ว่าของอะไรที่หายไปจะได้ของชิ้นนั้นไปครอง (เหมือนได้ 1 คะแนน) และเริ่มรอบใหม่
Word Chain: ให้นักเรียนนั่งเป็นรูปวงกลมกับครู   ครูพูดคำหรือประโยคออกมา นักเรียนคนที่นั่งถัดไปพูดตามและเพิ่มคำใหม่เข้าไปหนึ่งคำ นักเรียนคนที่สองพูดตามทั้งสองคำและเพิ่มคำใหม่เข้าไปอีกหนึ่งคำ เล่นไปเรื่อยๆ จนครบรอบหรือจนกว่าคำจะมีมากจนจำไม่ได้แล้ว
Whisper Game: ให้นักเรียนนั่งในวงกลมกับครู ครูกระซิบคำหรือประโยคให้นั่งเรียนที่นั่งข้างๆ ฟัง เช่น "I'm hungry" นักเรียนคนนั้นหันไปกระซิบให้เพื่อนที่นั่งถัดไปฟัง ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนถึงนักเรียนคนสุดท้าย นักเรียนคนนั้นต้องพูดประโยคออกมาดังๆ เพื่อดูว่าเหมือนประโยคต้นฉบับที่ครูกระซิบหรือไม่
Whiteboard Draw Relay: แบ่งนักเรียนออกเป็นสองทีม ให้ทั้งสองทีมตั้งแถวให้ไกลจากกระดานให้มากที่สุด ครูพูดคำแรกออกมาดังๆ ให้นักเรียนคนแรกของทั้งสองทีมได้ยิน นักเรียนทั้งสองคนต้องวิ่งไปที่กระดาน วาดภาพของคำนั้น วิ่งกลับมาที่ทีมของตัวเอง ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ทีมไหนทำเสร็จก่อนเป็นผู้ชนะ ครูอาจทำให้เกมยากขึ้นด้วยการให้เพื่อนร่วมทีมคนที่สองทายให้ได้ก่อนว่ารูปที่เพื่อนคนแรกวาดคืออะไรแล้วจึงจะวิ่งกลับมาแล้วเปลี่ยนเพื่อนคนที่สองวิ่งไปที่กระดานได้
Window Game: เกมนี้จะเล่นได้ต่อเมื่อห้องเรียนมีหน้าต่างที่ออกไปยืนข้างนอกแล้วมองเข้ามาในห้องได้เท่านั้น (อย่าลองเล่นเกมนี้ในห้องเรียนที่ไม่ได้อยู่ชั้นหนึ่งเชียว!) ครูสาธิตการเล่นให้นักเรียนดูก่อน ให้นักเรียนยืนอยู่ด้านหน้าหน้าต่างและครูเดินออกจากห้องไปยืนที่อีกด้านหนึ่งของหน้าต่าง โบกมือให้นักเรียนและทำปากพูดคำออกมา (เหมือนกับการพูดกันผ่านกระจกและอีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้ยิน) พอกลับเข้ามาในห้องให้นักเรียนบอกว่าครูพูดอะไร นักเรียนคนที่ตอบถูกก่อนจะได้ไปยืนพูดด้านนอกห้อง
Word Recognition Game: เขียนคำที่นักเรียนเรียนไปแล้วบนบัตร (โปสการ์ดจะดีมาก) ให้นักเรียนทั้งหมดยืนที่ฝั่งหนึ่งของห้อง ครูยืนกลางห้อง ชูบัตรขึ้นมาหนึ่งใบ นักเรียนเดินมากระซิบคำนั้นที่หูครู หากถูกต้องให้นักเรียนไปยืนอีกฝั่งหนึ่งของห้อง นักเรียนจะทายกี่ครั้งก็ได้
Zoo Game: กิจกรรมนี้เหมาะกับเด็กเล็กที่เรียนเรื่องเสียงของสัตว์ หลังจากสอนเรื่องสัตว์ชนิดต่างๆ และเสียงของมันแล้ว ให้นักเรียนแต่ละคนนั่งตามจุดต่างๆ ในห้องให้เป็นสัตว์แต่ละชนิด (เพื่อให้ชัดเจนสำหรับเด็กเล็ก ควรให้นักเรียนคนนั้นถือแฟลชการ์ดรูปสัตว์ชนิดนั้นๆ ไว้) ครูเดินรอบห้องไปคุยกับนักเรียนแต่ละคนซึ่งจะตอบได้ด้วยเสียงของสัตว์ที่ตัวเองเป็นเท่านั้น เช่น ครูพูดว่า  "Hello Chai" นักเรียนตอบว่า "Moo!" (วัว) ครูพูดกับนักเรียนอีกคนว่า "What's your name?" นักเรียนตอบว่า "Roar!" (สิงโต) ครูพูดกับนักเรียนอีกคนว่า "How are you, Noi?" นักเรียนคนนั้นตอบว่า "Bow-wow!" (สุนัข)
ที่มา : http://www.yindii.com/teachers/games.htm

วันพุธที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

เกมเพื่อฝึกคำศัพท์ภาษาอังกฤษ

ปัจจุบันเกมพวกนี้มีให้เล่นฟรีตามเว็บไซต์ต่างๆ มากมายจนเล่นกันไม่หมด ลอง เข้าไปในเว็บไซต์สืบค้นอย่าง Google แล้วค้นหาด้วยชื่อเกมที่ต้องการ 
ก็จะได้ผลการค้นหาออกมายาวเหยียด ยกตัวอย่างเช่น

http://thepixiepit.co.uk/scrabble (เกม Scrabble)
http://www.isc.ro (เกม Scrabble)
http://www.wordchains.com (เกม Word Chain)
http://www.buzzardgames.com/word_chain (เกม Word Chain)
http://www.hangman.no (เกม Hangman)
https://www.myfirstbrain.com/main_view.aspx?ID=54989 (เกม Hangman)
http://www.boatloadpuzzles.com/playcrossword (เกม Crosswords)
http://thinks.com/daily_crossword.htm (เกม Crosswords)

วันอังคารที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

รูปแบบการสอนภาษาอังกฤษ 10 แบบ

รูปแบบการสอนภาษาอังกฤษ 10 แบบ
          ปัจจุบันการสอนภาษาอังกฤษได้มีวิวัฒนาการ และมีทฤษฎีการสอนหลากหลายวิธี ที่ครูจะเลือกแนวทางที่เหมาะสมนำไป ดัดแปลงใช้สอนนักเรียนแต่ละคน ดังวิธีสอนต่อไปนี้
         1.วิธีการสอนไวยากรณ์และการแปล ( Grammar Transalation ) เป็นวิธีการสอนที่เน้นกฎไวยากรณ์และใช้การแปลเป็นสื่อให้นักเรียนเข้าใจบทเรียน
ลักษณะเด่น
           1.1ครูจะบอกและอธิบายกฎเกณฑ์ตลอดจนข้อยกเว้นต่างๆ
           1.2ในด้านคำศัพท์ ครูจะสอนครั้งละหลายคำ บอกคำแปลภาษาไทย บางครั้งเขียนคำอ่านไว้ด้วย
           1.3ครูเน้นทักษะการอ่าน และการเขียน
           1.4ครูเน้นวัดผลด้านความรู้ ความจำ คำศัพท์ กฎเกณฑ์ ความสามารถในการแปล
           1.5ครูมีบทบาทสำคัญมากที่สุด
           1.6นักเรียนเป็นผู้รับฟัง และจดสิ่งที่ครูบอกลงในสมุด
           1.7นักเรียนจะต้องท่องจำกฎเกณฑ์ตลอดจนชื่อเฉพาะต่างๆ ทางไวยากรณ์นั้นๆ
           1.8นักเรียนทำแบบฝึกหัดที่สอดคล้องกับเกณฑ์ไวยากรณ์นั้นๆ
           1.9นักเรียนได้ฝึกนำศัพท์มาใช้ในรูปประโยค
          2.วิธีสอนแบบตรง เป็นวิธีการสอนที่เน้นทักษะการฟัง และพูดให้เกิดความเข้าใจก่อน แล้วจึงฝึกทักษะการอ่านและการเขียน โดยมีความเชื่อว่า เมื่อนักเรียนสามารถฟังและพูดได้แล้ว ก็จะสามารถอ่านและเขียนได้ง่าย และเร็วขึ้น ไม่เน้นไวยากรณ์มากนัก บทเรียนส่วนใหญ่เป็นกิจกรรมการสนทนา นักเรียนได้ใช้ภาษาเต็มที่
ลักษณะเด่น
           2.1ครูคอยกระตุ้นให้นักเรียนพูดโต้ตอบ
           2.2ครูสร้างสภาพแวดล้อมหรือใช้สื่อที่เอื้อต่อการเรียนการสอน
           2.3อธิบายคำศัพท์เป็นภาษาอังกฤษ และใช้ตัวอย่างประกอบเป็นของจริง
           2.4การวัดผลเน้นทักษะการฟัง และพูด เช่น การเขียนตามคำบอก การปฏิบัติตามคำสั่ง
           3.วิธีสอนแบบฟัง-พูด ( Audio-Lingual Method ) เป็นวิธีการสอนตามหลัก ภาษาศาสตร์ และวิธีการสอนตามแนวโครงสร้าง เป็นการสอนตามหลักธรรมชาติ คือ ฟัง พูด อ่าน และเขียน สอนครบองค์ประกอบตามลำดับจากง่ายไปหายาก
ลักษณะเด่น
          3.1ครูต้องเป็นแบบอย่างที่ดีในการใช้ภาษาที่เรียนให้แก่ผู้เรียนในการเลียนแบบ
          3.2ครูจะจัดนำคำศัพท์และประโยคมาสร้างเป็นรูปประโยคให้นักเรียนพูดซ้ำๆกัน ในรูปแบบที่
แตกต่างกัน
         3.3ครูมุ่งเรื่องการฝึกรูปประโยคทางภาษาในห้องเรียนมากกว่าประโยชน์การใช้ภาษาในชีวิตประจำวัน
          3.4นักเรียนจะต้องฝึกภาษาที่เรียนซ้ำๆ
          3.5นักเรียนเป็นผู้ลอกเลียนแบบ และปฏิบัติตามครูจากสิ่งที่ง่ายไปหาสิ่งที่ยากจนเกิดเป็นนิสัย
สามารถพูดได้อย่างอัตโนมัติ
          4.วิธีการสอนตามทฤษฎีการเรียนรู้แบบความรู้ความเข้าใจ ( Cognitive Code Learning Theory ) วิธีการสอนแบบนี้ยึดแนวคิดที่ว่า ภาษาเป็นระบบที่เป็นไปตามกฎเกณฑ์ ความเข้าใจ และการแสดงออก ทางภาษาขึ้นอยู่กับความเข้าใจ กฎเกณฑ์ เมื่อผู้เรียนมีความเข้าใจในรูปแบบของภาษาและความหมายแล้ว ก็จะสามารถใช้ภาษาได้
ลักษะเด่น
         4.1ครูมุ่งฝึกทักษะทุกด้านตั้งแต่เริ่มสอน โดยไม่จำเป็นต้องฝึกฟังและพูดให้ดีก่อน แล้วจึงอ่านและเขียนตามวิธีสอนแบบฟัง-พูด( Audio-Lingual Method )
         4.2ครูสอนเนื้อหาแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับความต้องการที่แตกต่างของนักเรียน ที่มีความสามารถในทักษะการฟัง พูด อ่าน เขียน ที่แตกต่างกัน
          4.3สนับสนุนให้ผุ้เรียนใช้ความคิด สติปัญญา และมีความรู้สึกที่ดีต่อการเรียนภาษาอังกฤษ
          4.4ใช้ภาษาไทยในการช่วยอธิบาย แต่อธิบายเฉพาะในเรื่องการฟังและพูด
          4.5การวัดและประเมินผลในด้านภาษาของนักเรียนนั้น คือ ความคล่องแคล่วในการใช้ภาษาแต่ละขั้นตอน
           5.วิธีการสอนตามเอกัตภาพ ( Individualized Instruction ) ในรูปแบบนี้ ผู้เรียนเริ่มมีบทบาทจากการเป็นผู้รับเพียงฝ่ายเดียวมาเป็นผู้ที่มีส่วนร่วม ในการเรียนการสอนมากขึ้นเป็นลำดับ
ลักษณะเด่น
           5.1การสอนเปลี่ยนจากครูเป็นหลัก กลายเป็นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
           5.2ครูพยายามให้นักเรียนมีโอกาสศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองตามความสามารถของแต่ละบุคคล
ให้ได้มากที่สุด
           5.3ครูจะเตรียมสื่อ เอกสาร บทเรียน โปรแกรม ชุดการเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอนและแนวคำตอบไว้ให้ เพื่อให้นักเรียนเรียนรู้ด้วยตนเอง
          6. วิธีสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทาง ( Total Physical Response Method ) แนวการสอนแบบนี้ให้ความสำคัญต่อการฟังเพื่อความเข้าใจ เมื่อผู้ฟังเข้าใจเรื่องที่ฟังอยู่และสามารถปฏิบัติตามได้ก็จะช่วยให้จำได้ดี
ลักษณะเด่น
          6.1ในระยะแรกของการเรียนการสอน ผู้เรียนไม่ต้องพูด แต่เป็นเพียงผู้ฟังและทำตามครู
          6.2ครูเป็นผู้กำกับพฤติกรรมของนักเรียนทั้งหมด ครูจะเป็นผู้ออกคำสั่งเอง จนถึงระยะเวลาที่
นักเรียนสามารถพูดได้แล้ว จึงเรียนอ่านและเขียนต่อไป
          6.3ภาษาที่นำมาใช้ในการสอนเน้นที่ภาษาพูด เรียนเรื่องโครงสร้างทางไวยากรณ์และคำศัพท์
มากกว่าด้านอื่นๆ โดยอิงอยู่กับประโยคำสั่ง
          6.4นักเรียนจะข้าใจความหมายได้อย่างชัดเจนจากการแสดงท่าทางของครู
          6.5ครูทราบได้ทันทีว่านักเรียนเข้าใจหรือไม่ จากการสังเกตการปฏิบัติตามคำสั่งของนักเรียน
         7. วิธีการสอนแบบอภิปราย ( Discussion Method ) เป็นวิธีการสอนที่มุ่งให้ผู้เรียน รู้จักการทำงานเป็นกลุ่ม รวมพลังความคิดเพื่อพิจารณาหาทางแก้ไขปัญหา หาข้อเท็จจริง
ลักษณะเด่น
         7.1ฝึกให้นักเรียนกล้าแสดงออก กล้าแสดงความคิดเห็นกล้าพูด อย่างมีเหตุผล ฝึกการเป็นผู้ฟังที่ดี ฝึกให้เป็นคนมีระเบียบวินัย และอดทนที่จะรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น
         7.2ครูสร้างสถานการณ์ให้นักเรียนทำงานว่า สมมตินักเรียนจะเข้าค่ายพักแรมเป็นเวลา
5 วัน นักเรียนจะต้องเตรียมเครื่องใช้อะไรไปบ้าง ช่วยกันอภิปรายและสรุปผลออกมาเป็นรายงานส่งครู
เป็นต้น       
         8. วิธีการสอนแบบโครงการ ( Project Method ) เป็นวิธีที่สอนให้ผู้เรียนทำกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งที่ผู้เรียนสนใจ หรือตามที่ครูมอบหมายให้ทำ
ลักษณะเด่น
         8.1 นักเรียนจะดำเนินการอย่างอิสระ และมีอิสระในการใช้ภาษาอย่างเต็มที่
         8.2ครูเป็นเพียงผู้ชี้แนะช่วยเหลือและติดตามผลงานของนักเรียนว่าดำเนินการ ความก้าว
หน้า อุปสรรคการประเมินผลงานใดบ้าง
         9. วิธีการสอนแบบกลุ่มสัมพันธ์ ( Community Language Learning )
ลักษณะเด่น
        9.1ยึดผู้เรียนเป็นหลัก นักเรียนแต่ละคนจะต้องเข้าร่วมกิจกรรม
        9.2เน้นการพัฒนาความสัพพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน และระหว่างนักเรียนด้วยกัน ทำให้ผู้เรียน
เกิดความรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม
       9.3ครูทำหน้าที่เป็นผู้ให้คำปรึกษาด้านภาษาเท่านั้น ส่งเสริมให้นักเรียนมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
       9.4เน้นการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร สิ่งที่นำมาเรียนสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ การฝึกให้
ผู้เรียนใช้โครงสร้างประโยค คำศัพท์และเสียง ตามวิธีการสอนแบบกลุ่มสัมพันธ์
       9.5การประเมินผลการเรียนนั้นจะเป็นการทดสอบแบบบูรณาการ โดยให้นักเรียนประเมินตนเองดูจากการเรียนรู้ของตนเอง และความก้าวหน้าของตน
       10. วิธีสอนตามแนวการสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร ( Communicative Approach ) จากข้อเท็จจริงพบว่าถึงแม้นักเรียน จะเรียนรู้โครงสร้างของภาษามาแล้วเป็นอย่างดี แต่ก็ยังไม่สามารถพูดได้หรือสื่อสารได้ดีนัก ด้วยเหตุผลนี้ นักภาษาศาสตร์และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนภาษาต่างประเทศ ได้เสนอแนวการสอนแบบใหม่ คือ การสอนเพื่อการสื่อสาร โดยมีความเชื่อว่าภาษาไม่ได้เป็นเพียงระบบไวยากรณ์ที่ประกอบด้วยเสียง ศัพท์ และโครงสร้างเท่านั้น แต่ภาษาคือ ระบบที่ใช้ในการสื่อสาร
            ดังนั้นการสอน จึงควรให้นักเรียนสามารถนำภาษาไปใช้ในการสื่อสารได้ และจะต้องใช้ภาษาให้เหมาะสมตามสภาพสังคมด้วย
ที่มา : http://www.sahavicha.com เขียนโดย ครูอนงค์
    
        
    
  
สร้าง: 22 กรกฎาคม 2552 16:52 · แก้ไข: 22 กรกฎาคม 2552 16:52
ดอกไม้: 0 · ความเห็น: 3 · อ่าน: 22142 · สร้าง: เกือบ 4 ปี ที่แล้ว